ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อมบำรุงอาคาร: เลือกแอร์อย่างไรให้เหมาะกับ “บ้าน” ของเรา  (อ่าน 5 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 915
    • ดูรายละเอียด
ซ่อมบำรุงอาคาร: เลือกแอร์อย่างไรให้เหมาะกับ “บ้าน” ของเรา

การเลือกแอร์ให้เหมาะกับบ้านไม่ใช่แค่การเดินไปชี้รุ่นที่ชอบ แต่คือการคำนวณ "ขนาดห้อง" ให้สมดุลกับ "ความเย็น" เพื่อให้แอร์ทำงานไม่หนักเกินไปและประหยัดค่าไฟได้สูงสุดครับ

4 ขั้นตอนการเลือกแอร์ให้เป๊ะกับบ้านของคุณครับ

1. คำนวณค่า BTU ให้เป๊ะ (หัวใจสำคัญ)
BTU (British Thermal Unit) คือหน่วยวัดความเย็น ถ้าเลือก BTU น้อยไปแอร์จะพังไว (เพราะทำงานไม่หยุด) แต่ถ้ามากไปห้องจะชื้นและค่าแอร์แพงเกินจำเป็นครับ

สูตรคำนวณเบื้องต้น:

พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ค่าตัวแปร (Power)

ประเภทห้อง                          ค่าตัวแปร (Power)
ห้องนอน (แดดไม่ส่อง)           700 - 800
ห้องนอน/ห้องนั่งเล่น (แดดส่อง)   800 - 900
ห้องทำงาน/ห้องที่มีคนเยอะ   900 - 1,000
ร้านอาหาร/ห้องกระจกทั้งตัว   1,000 - 1,200
ตัวอย่าง: ห้องนอนขนาด 4x4 เมตร = 16 ตร.ม. (แดดส่อง) → 16×850=13,600 BTU (ควรเลือกแอร์ขนาด 15,000 BTU)


2. เลือกประเภท "Inverter" หรือ "Fixed Speed"?
Inverter (แนะนำ): มอเตอร์ทำงานต่อเนื่องโดยการปรับรอบการหมุน

ข้อดี: ประหยัดไฟกว่า 30-50%, อุณหภูมิคงที่, เสียงเงียบ

เหมาะกับ: ห้องนอนหรือห้องที่เปิดใช้นานๆ (เกิน 4 ชม./วัน)

Fixed Speed (แอร์ธรรมดา): มอเตอร์ตัด-ต่อการทำงานเมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้

ข้อดี: ราคาเครื่องถูกกว่า, เย็นเจี๊ยบทันใจ (เย็นแบบกระชาก), ซ่อมบ่ายง่าย

เหมาะกับ: ห้องที่เปิดใช้ไม่บ่อย หรือห้องรับแขกที่ต้องการความเย็นเร็ว


3. ดูที่ "ฉลากเบอร์ 5" และค่า SEER
อย่าดูแค่ว่ามี "เบอร์ 5" ให้ดูที่ "ดาว" ด้วยครับ (ปัจจุบันมีสูงสุด 5 ดาว)

ยิ่งดาวเยอะ ยิ่งประหยัดไฟ

ให้สังเกตค่า SEER (ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งประหยัดไฟมาก) โดยทั่วไปแอร์ที่ดีควรมีค่า SEER 15-20 ขึ้นไป ครับ


4. พิจารณา "ตำแหน่งติดตั้ง" ในบ้าน
ประเภทของเครื่องก็มีผลกับความสวยงามและการใช้งานครับ:

แบบติดผนัง (Wall Type): ยอดนิยมที่สุด ดูแลรักษาง่าย ราคาไม่แพง

แบบฝังฝ้า (Cassette Type): สวยหรูหรา กระจายลมได้ 4 ทิศทาง เหมาะกับบ้านสถาปนิกออกแบบหรูหรือร้านอาหาร

แบบแขวนใต้ฝ้า (Ceiling Type): ส่งลมได้ไกลและแรง เหมาะกับห้องยาวๆ หรือออฟฟิศ

💡 Checklist ก่อนจ่ายเงิน
บริการหลังการขาย: ยี่ห้อนั้นมีศูนย์ซ่อมใกล้บ้านไหม? อะไหล่แพงหรือเปล่า?

ฟังก์ชันเสริม: มีระบบกรองฝุ่น PM2.5 ไหม? มีระบบ Self-Cleaning ไล่ความชื้นเองได้หรือเปล่า?

การรับประกัน: โดยปกติควรรับประกันคอมเพรสเซอร์ 5-10 ปี และแผงวงจร 3-5 ปี